คริสตจักรสมัยแรก…. ต้นแบบของคริสตจักรที่ขับเคลื่อนด้วยพระมหาบัญชา

รูปภาพ

ถ้าต้องการให้คริสตจักรของเราเป็นคริสตจักรที่ขับเคลื่อนด้วยพระมหาบัญชา  เราต้องกลับไปศึกษาต้นแบบของคริสตจักรในพระคัมภีร์  เราไม่สามารถเลียนแบบคริสตจักรขนาดใหญ่ที่มีชื่อเสียงในโลกนี้ได้ทุกด้าน    เนื่องจากคริสตจักรท้องถิ่นแต่ละแห่งมีรายละเอียดและบริบทที่แตกต่างกันไป  เราจึงควรศึกษาหลักการพระคัมภีร์เรื่องลักษณะสำคัญของคริสตจักรสมัยแรกที่ขับเคลื่อนด้วยพระมหาบัญชาจนเข้าใจอย่างชัดเจน

นับตั้งแต่วันที่พระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาเหนือผู้เชื่อในพระธรรมกิจการบทที่ 2 พระผู้ช่วยที่พระเยซูคริสต์กำชับให้สาวกรอคอยนั้นได้ลงมาประทับกับเขาแล้ว  และวันนั้นนับว่าเป็นวันที่“คริสตจักร” ถูกสถาปนาอย่างเป็นทางการ   หลังจากนั้น  ผู้เชื่อได้ทวีจำนวนขึ้นจากรวดเร็ว จากผู้เชื่อ 120 คนที่รอคอยพระวิญญาณบริสุทธิ์บนห้องชั้นบน (กจ.1:15)  เพิ่มจำนวนขึ้นอีก  3,000 คน ภายในวันเดียว (กจ.2:41) ต่อมา จำนวนผู้เชื่อนับเฉพาะผู้ชายเพิ่มเป็น 5,000 คน (กจ.4:4) และยังมีการเติบโตอย่างต่อเนื่องอีก  (กจ.6:7; 9:31; 12:24; 16:5; 19:20; 28:30-31) การเพิ่มจำนวนผู้เชื่ออย่างรวดเร็วนี้เป็นสิ่งที่ท้าทายเราให้ศึกษาปัจจัยสำคัญที่ทำให้คริสตจักรสมัยแรกขับเคลื่อนอย่างมีพลัง ซึ่งได้แก่

1. การเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

ในวันเพ็นเทคอสต์สาวกมีประสบการณ์เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์   เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์เสด็จลงมาตามที่พระเยซูคริสต์ทรงกำชับพวกเขาให้รอคอยเพื่อจะรับฤทธิ์เดชจากพระองค์ (ลก.24:49, กจ.1:8)   สาวกเริ่มต้นพูดภาษาแปลกๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งชี้ถึงการเต็มล้นด้วยฤทธิ์เดชพระวิญญาณ (กจ.2)   ด้วยเหตุนี้   พวกเขาจึงสามารถเป็นพยานเรื่องข่าวประเสริฐของพระเจ้าได้อย่างมีฤทธิ์อำนาจ ตัวอย่างเช่น เปโตรลุกขึ้นเทศนาและมีคนกลับใจถึงสามพันคน (กจ.2:41)  สเทเฟนลุกขึ้นเทศนาด้วยความกล้าหาญ (กจ.6:8)  ฟีลิปได้รับการทรงนำในการเป็นพยานกับขันทีชาวเอธิโอเปีย (กจ.8)  เปาโลถูกห้ามจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ให้กล่าวพระวจนะในแคว้นเอเชีย แต่ทรงนำให้ไปยังแคว้นมาซิโดเนีย (กจ.16:6,7,10)  นอกจากนี้   ยังมีการทำหมายสำคัญการอัศจรรย์ต่างๆ อีกจำนวนมาก

การรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงเป็นประสบการณ์เริ่มต้นที่นำเราไปสู่การดำเนินชีวิตอย่างมีชัยชนะและการปรนนิบัติรับใช้พระเจ้าด้วยฤทธิ์เดช  เราสามารถมีประสบการณ์แห่งการเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้เช่นเดียวกับผู้เชื่อในคริสตจักรสมัยแรก  เพราะพระเจ้าทรงสัญญาจะประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ให้แก่ผู้เชื่อทุกคน (ลก.11:9-13) เพื่อจะรับใช้พระองค์อย่างเกิดผล

ตลอดทุกยุคทุกสมัยเมื่อพระเจ้าทรงเรียกและมอบหมายให้คนของพระองค์กระทำการบางสิ่งบางอย่าง  พระองค์จะทรงสนับสนุนพวกเขาเสมอ  โดยทรงประทานความสามารถและฤทธิ์เดชให้เขากระทำงานจนสำเร็จ ในยุคพระคัมภีร์เดิม  เช่น  การทรงเรียกโมเสสเพื่อนำอิสราเอลออกจากอียิปต์   การเจิมตั้งดาวิดเป็นกษัตริย์  การสนับสนุนเอลียาห์ในการทำหมายสำคัญฯ เป็นต้น

การเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงเป็นพระประสงค์ของพระเจ้า   เพื่อให้เราสามารถปรนนิบัติรับใช้พระองค์ได้อย่างเกิดผลเหมือนที่พระเยซูคริสต์ได้รับการเจิมจากพระวิญญาณบริสุทธิ์และกระทำตาม
น้ำพระท้ยของพระบิดาจนสำเร็จ    คริสตจักรจึงต้องเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์จึงจะสามารถรับใช้ตามพระมหาบัญชาได้อย่างมีพลังเหมือนดังที่คริสตจักรสมัยแรกได้กระทำเป็นตัวอย่างที่ดีเลิศไว้แล้ว

ในปัจจุบันนี้ มีคริสเตียนบางคนและคริสตจักรบางแห่งที่มุ่งแสวงหาประสบการณ์ในฝ่ายวิญญาณที่
คลาดเคลื่อนไปจากความมุ่งหมายที่พระเยซูคริสต์ทรงตรัสสั่งไว้   ในพระธรรมกิจการบทที่ 1 ข้อ 8
กล่าวอย่างชัดเจนว่า ให้ผู้เชื่อรับฤทธิ์เดชหรือประสบการณ์การเต็มล้นด้วยพระวิญญาณเพื่อออกไปรับใช้ตามพระมหาบัญชา  ดังนั้น การต้องการมีเพียงประสบการณ์ในฝ่ายวิญญาณที่ดูน่าตื่นเต้นและแปลกใหม่เท่านั้น จึงไม่ใช่น้ำพระทัยพระเจ้า   แต่ประสบการณ์เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์นั้นต้องนำมาซึ่งลักษณะชีวิตที่แสดงผลพระวิญญาณควบคู่ไปกับการรับใช้พระเจ้าด้วยฤทธิ์เดชอย่างเกิดผล

เมื่อผู้เชื่อในคริสตจักรสมัยแรกออกไปประกาศพระกิตติคุณ ก็จะสอนเรื่องพระวิญญาณบริสุทธิ์   และวางมือเหนือผู้เชื่อให้ได้รับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ (กจ.8:14-17)  รวมทั้งยังกำชับให้ผู้เชื่อรักษาชีวิตที่เต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่เสมอ (อฟ 5:18)

บุคคลที่ดำเนินชีวิตเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ย่อมจะเกิดผลทั้งในด้านลักษณะชีวิตและด้านการรับใช้ควบคู่กัน   เหมือนทหารที่ถูกฝึกฝนมาอย่างดีและมีอาวุธอยู่ในมือพร้อมจะเข้าสู่สนามรบ    แต่หากทหารคนใดเข้าสู่สนามรบโดยการถืออาวุธแต่ปราศจากการฝึกฝนมาก่อน  ก็เปรียบดังผู้เชื่อที่เน้นในแง่มุมการรับใช้ แต่ขาดลักษณะชีวิตที่ดีรองรับ         หรือทหารคนใดรับการฝึกฝนมาอย่างดีแต่ปราศจากอาวุธที่มีประสิทธิภาพ   ก็เปรียบดังผู้เชื่อที่เน้นลักษณะชีวิตที่ดีแต่ไม่มีฤทธิ์เดชในการรับใช้  เมื่อใดที่ต้องเข้าสู่สมรภูมิรบ ทหารทั้งสองกลุ่มนี้จะไม่สามารถมีชัยชนะเหนือศัตรูได้  มีแต่จะได้รับอันตรายและพ่ายแพ้ศัตรู    ดังนั้น การเต็มล้นด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ครบถ้วนและสมดุล คือ การเต็มล้นทั้งด้านลักษณะชีวิตที่เป็นผลพระวิญญาณ (กท.5:22-23) และเต็มล้นด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณ

2. การประกาศพระกิตติคุณ

ในคริสตจักรสมัยแรก  ผู้เชื่อทั้งชุมชนร่วมกันประกาศพระกิตติคุณอย่างเป็นธรรมชาติชีวิตของเขา   ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใดหรือเผชิญสถานการณ์อย่างไร ก็จะประกาศข่าวประเสริฐอยู่เสมอ (กจ.5:42)  ในพระธรรมกิจการพบคำว่า “ประกาศ” มากกว่า 30 ครั้ง  แสดงให้เห็นว่า ผู้เชื่อในสมัยแรกให้ความสำคัญกับการประกาศอย่างมาก   นี่จึงเป็นเหตุให้มีผู้เชื่อเพิ่มจำนวนขึ้นเป็นอันมาก โดยเฉพาะที่กรุงเยรูซาเล็มในช่วงแรก (กจ.6:7) จึงสังเกตเห็นได้ว่า การประกาศข่าวประเสริฐในยุคคริสตจักรสมัยแรกไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่คณะผู้ปกครอง หรือผู้นำคริสตจักรเท่านั้น  แต่ผู้เชื่อทุกคนไม่ว่าจะมีบทบาทหน้าที่ใดในคริสตจักรก็ตาม  ต่างเป็นพยานถึงข่าวประเสริฐด้วยกันทั้งสิ้น

ยกตัวอย่างเช่น สเทเฟนถูกบันทึกในพระคัมภีร์ว่าเขาได้รับการมอบหมายให้ทำหน้าที่เป็นมัคนายกคอยดูแลสมาชิกในด้านกายภาพ (กจ.6:3-6) แต่เขาก็เป็นพยานถึงข่าวประเสริฐ (กจ.6:8-10) และถูกข่มเหงจนสิ้นชีวิต (กจ.7:59-60)  การข่มเหงใหญ่ในกรุงเยรูซาเล็มครั้งนั้น  ทำให้ผู้เชื่อกระจัดกระจายไปยังที่ต่างๆ     แต่ก็ประกาศต่อไป (กจ.8:4)  และได้ประกาศแก่ทั้งคนยิวและคนกรีก  จนมีผู้เชื่อเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก (กจ.11:19-21)   ข่าวประเสริฐยังเผยแพร่ไปถึงแคว้นต่างๆ จากเยรูซาเล็ม ยูเดีย กาลิลี สะมาเรีย (กจ.8:12; 9:31) ลิดดา (กจ.9:32) ชาโรนและยัฟฟา (กจ.9:42) เป็นต้น

ผู้เชื่อในสมัยแรกประกาศพระวจนะด้วยใจกล้าหาญ  แม้สเทเฟนประกาศจนถูกหินขว้างตาย   แต่ก็ไม่ได้เป็นเหตุให้ผู้เชื่อเกิดความกลัว   ในทางตรงข้ามก็ยังคงประกาศต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง  ดังนั้น
หากคริสตจักรในยุคปัจจุบันเลียนแบบการประกาศของคริสตจักรสมัยแรกที่เอาจริงเอาจัง กระตือรือร้น กล้าหาญ  และเปี่ยมไปด้วยฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์    เราคงจะเห็นพระมหาบัญชาสำเร็จในเร็ววันนี้อย่างแน่นอน

3. การสร้างสาวก

คริสตจักรสมัยแรกเรียนรู้วิธีการสร้างสาวกจากอัครทูตที่รับการสร้างจากพระเยซูคริสต์โดยตรง   พระเยซูทรงมีเวลาเพียงสามปีครึ่งเพื่อทำพระราชกิจ  จึงทรงเห็นว่าการสร้างสาวกเป็นสิ่งสำคัญ   เพราะสาวกคือผู้ที่จะทำหน้าที่สานต่องานจากพระองค์ พระเยซูคริสต์ทรงเห็นความสำคัญของการเลือกคนที่สัตย์ซื่อเพื่อสร้างให้เป็นสาวก   และทรงอุทิศเวลาแทบทั้งหมดของพระองค์ในการสร้างชีวิตของพวกเขา     และเมื่อพระองค์ทรงเสด็จขึ้นสู่สวรรค์  สาวกของพระองค์ได้สานต่องานของพระองค์ด้วยการสร้างสาวกอย่างเอาจริงเอาจังเช่นเดียวกัน (กจ.14:21-23)   จำนวนสาวกจึงทวีคูณขึ้นอย่างไม่สิ้นสุด

ในปัจจุบัน กระบวนการสร้างสาวกยังดำเนินอยู่ต่อไป   และจะขับเคลื่อนไปได้อย่างรวดเร็วหากผู้เชื่อทุกคนเห็นความสำคัญของการสร้างสาวกดังเช่นคริสตจักรสมัยแรก     หากผู้เชื่อหนึ่งคนตั้งเป้าหมายในการประกาศและสร้างสาวกเพิ่ม 1 คน ภายใน 1 ปี   จะพบว่าเขาร่วมกับสาวกของเขาทั้งหมดจะสามารถสร้างสาวกได้มากถึง 1,024 คน ภายใน 10 ปี    และหากยังสัตย์ซื่อสร้างสาวกในอัตรานี้ต่อไป  ภายใน 20 ปี จะสามารถสร้างสาวกได้มากถึง 1,048,576 คนทีเดียว

4.  การตั้งคริสตจักรใหม่

ลักษณะที่โดดเด่นอีกประการหนึ่งของคริสตจักรสมัยแรก คือ อัครทูตทุกคนออกเดินทางไปทำพันธกิจและตั้งคริสตจักรตามที่ต่างๆ เป็นเหตุให้มีคริสตจักรเกิดขึ้นจำนวนมาก เช่น  ฟีลิปเดินทางไปประกาศแถบเอเชียไมเนอร์   โธมัสเดินทางไปประกาศและตั้งคริสตจักรที่อินเดีย   มัทธิวเดินทางไปประกาศที่เอธิโอเปีย  บาร์โธโลมิวหรือนาธานาเอลเดินทางไปประกาศแถบประเทศอาหรับและอินเดีย อันดรูว์เดินทางไปประกาศยังประเทศกรีก  รัสเซีย  และโปแลนด์     ซีโมนผู้รักชาติร่วมเดินทางไปประกาศกับยูดาจนถึงเปอร์เซีย   เปโตรทำพันธกิจแถบกรุงเยรูซาเล็มและมีบันทึกว่า    ท่านได้เดินทางไปประกาศถึงกรุงโรมและอังกฤษ   เปาโลและบารนาบัสได้ตั้งคริสตจักรที่อันทิโอกและใช้ที่นั่นเป็นศูนย์กลางในการทำงานพันธกิจ (กจ.11:19; 12:24)   ท่านยังได้พาทีมงานไปประกาศที่เอเชียน้อย ประเทศกรีซ กรุงโรม และได้ตั้งคริสตจักรตามเมืองสำคัญของแคว้นต่างๆ  เช่น คริสตจักรที่ฟีลิปปี แคว้นมาซิโดเนีย (กจ.16)  คริสตจักรเธสะโลนิกา (กจ.17:1-10)  คริสตจักรโครินธ์  (กจ.18:1-11) คริสตจักรเอเฟซัส (กจ.19:1-10) เป็นต้น  บันทึกเรื่องราวในพระธรรมกิจการจบลงว่าเปาโลยังคงประกาศเรื่องราวของพระเจ้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง   แม้เวลานั้นท่านกำลัง  ถูกจองจำที่กรุงโรม (กจ.28:28-31)

คริสตจักรสมัยแรกจึงเป็นแบบอย่างของคริสตจักรที่ขับเคลื่อนด้วยพระมหาบัญชาอย่างแท้จริง คริสตจักรท้องถิ่นทุกแห่งควรเลียนแบบลักษณะที่สำคัญ  4  ประการตามที่กล่าวไว้ข้างต้นนี้    และหนุนน้ำใจสมาชิกทุกคนให้พัฒนาลักษณะดังกล่าวในชีวิตของตน  เพราะคริสตจักรคือชุมชนของพระเจ้า  เมื่อผู้เชื่อแต่ละคนรับภาระใจอย่างเดียวกันในการกระทำตามพระมหาบัญชา  คริสตจักรก็จะนำพระพรไปสู่โลกได้ตามพระท้ยของพระเยซูคริสต์

แหล่งที่มา: รังสรรค์ สุกันทา. (2009)  ชีวิตที่ขับเคลื่อนด้วยพระมหาบัญชา. พิมพ์ครั้งที่ 2 กรุงเทพฯ: ครีเอชั่นบุ๊คแอนด์มีเดียพับลิชชิ่ง” น.50-57

เกี่ยวกับ creationpublishing

ครีเอชั่นบุ๊คแอนด์มีเดียพับลิชชิ่ง (Creation Book and Media Publishing)
เรื่องนี้ถูกเขียนใน การรับใช้ และติดป้ายกำกับ , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s