ประกาศสไตล์พระเยซู: ประกาศกับคนกลุ่มใด…

การประกาศ “ข่าวสารแห่งอาณาจักรสวรรค์” เป็นสิ่งที่อยู่ในพระทัยของพระเยซูตลอดเวลา   เพราะเป็นเป้าหมายหลักของการเสด็จมาบนโลก   พระองค์ทรงตระหนักถึงความเร่งด่วนของประกาศเพราะทรงมีเวลาที่จำกัด   จึงทรงวางแผนในการประกาศอย่างดีที่สุดเพื่อกระทำให้น้ำพระทัยของพระบิดาสำเร็จ (มก.1:15; ยน.7:33)

ผู้เชื่อทุกคนได้รับมอบหมายให้มีส่วนร่วมในการประกาศข่าวสารจากสวรรค์   แต่ไม่ใช่ทุกคนที่ตอบสนองในการทำหน้าที่พันธกรผู้นำข่าวดีนี้ไปยังผู้อื่น   ช่างเป็นเรื่องที่น่าเสียดายที่เขาพลาดพระพรอันยิ่งใหญ่   เราควรตระหนักว่าภารกิจแห่งการประกาศข่าวประเสริฐเป็นสิทธิพิเศษ   และเรียนรู้ที่จะเป็นทูตของพระคริสต์ผู้นำข่าวสารสำคัญนี้ไปยังคนทั้งปวง  โดยเลียนแบบรูปแบบตลอดจนวิธีการประกาศประกาศสไตล์พระเยซู  และนำมาปรับใช้เพื่อการประกาศข่าวประเสริฐอย่างเกิดผล

พระองค์ประกาศกับคนกลุ่มใด…

พระเยซูเริ่มต้นงานประกาศโดยทรงมองหาคนที่มีใจตอบสนอง   นั่นคือ คนที่มีใจหิวกระหายแสวงหาความจริงและต้องการความช่วยเหลือจากพระองค์ (มธ.11:12; มก.2:17)  พระเยซูประกาศแก่ทุกคน   ทั้งในระดับส่วนตัวและระดับมวลชน    ประกาศแก่กลุ่มคนทุกประเภท   ไม่ว่าจะเป็นคนชั้นสูงผู้ที่มีชื่อเสียงในสังคมของคนยิวเช่นนิโคเดมัส  หรือคนที่ต่ำต้อยด้อยโอกาส เจ็บป่วย ตาบอด เป็นง่อย เป็นโรคเรื้อน   คนที่มีฐานะมั่งมีหรือคนยากจน  คนที่เป็นที่นิยมชมชอบในสังคมหรือคนที่สังคมรังเกียจ เช่น  โสเภณี  คนเก็บภาษี  คนต่างชาติ   เป็นต้น

กลุ่มคนที่พระเยซูทรงประกาศข่าวประเสริฐเป็นลำดับแรก คือ คนยิว  เพราะพระเจ้าทรงบอกกับบรรพบุรุษของเขาว่า ทรงเลือกสรรชนชาตินี้ให้เป็นประชากรของพระองค์  เพื่อให้เขานำพระพรไปถึงคนอื่นๆ ในโลกนี้ (ปฐก.12:1-3,26:4)    คนยิวมีพื้นฐานความรู้และมีความเชื่อในพระเจ้าอยู่แล้ว (มธ.15:24)      จึงมีโอกาสที่จะเปิดใจตอบสนองต่อข่าวประเสริฐได้มากกว่า   และพระองค์จะทรงใช้พวกเขาให้นำข่าวประเสริฐนี้ไปสู่ชนชาติอื่นต่อไป (1ปต.2:9)

อย่างไรก็ตาม การที่พระเยซูทรงเลือกประกาศกับคนยิวก่อน   ไม่ได้หมายความว่าผู้เชื่อในยุคปัจจุบันจะต้องมุ่งเน้นการประกาศกับคนกลุ่มยิวก่อนชนชาติอื่น    เพราะหากเป็นเช่นนั้น  ข่าวประเสริฐจะไปถึงคนทั้งโลกได้อย่างไร    แต่หลักการที่ควรเลียนแบบ คือ การมองหาคนที่มีพื้นฐานความเชื่อเรื่องพระเจ้าอยู่บ้าง หรือมีใจแสวงหาพระเจ้า  เช่น  อาจเป็นคนที่สนใจศึกษาเรื่องราวของพระเจ้า   เคยได้ยินเรื่องราวของพระเยซู  เป็นต้น   คนเหล่านี้ย่อมมีใจเปิดต่อข่าวประเสริฐและพร้อมจะฟังในสิ่งที่เราสื่อสารได้ง่ายกว่าคนที่ไม่สนใจจะศึกษาเรื่องราวของพระเจ้าเลย   และมีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อข่าวประเสริฐได้ง่ายกว่าคนกลุ่มอื่น

คนอีกกลุ่มหนึ่งที่พระเยซูทรงนำข่าวประเสริฐไปถึงเขา ได้แก่  คนสะมาเรีย  ทหารโรมัน  คนที่เป็นโรคเรื้อน  และคนเก็บภาษีให้จักรวรรดิโรมัน   แม้ว่าคนกลุ่มนี้จะเป็นที่รังเกียจของคนยิว  แต่พระเยซูไม่มีอคติกับพวกเขา    พระองค์ทรงหาโอกาสในการประกาศข่าวดีเรื่องอาณาจักรสวรรค์เสมอ    เช่น  ขณะเสด็จผ่านไปแคว้นกาลิลี พระองค์ทรงประกาศกับหญิงสะมาเรีย (ยน.4)     หรือขณะเสด็จไปยังเมืองคาเปอรนาอุม ทรงสนทนากับทหารโรมันที่ทูลขอด้วยความเชื่อ  และทรงรักษาบ่าวของเขาที่ป่วยหนักให้หายดี (มธ.8:1-9; ลก.7:1-17)

พระเยซูทรงประกาศกับคนโรคเรื้อนที่สังคมรังเกียจไม่ข้องแวะด้วย   คนกลุ่มนี้ถูกห้ามไม่ให้ร่วมพิธีทางศาสนา  ไม่สามารถเข้าไปในธรรมศาลา และไม่สามารถแม้แต่จะอาศัยอยู่ในบ้านของตัวเอง  ต้องแยกตัวออกไปอยู่ต่างหากในฐานะคนที่เป็นมลทิน เพื่อป้องกันไม่ให้โรคแพร่ระบาดไปยังผู้อื่น (ลนต.13:45-46; 14:1-20)   โรคเรื้อนเป็นสัญลักษณ์แสดงว่า ความบาปร้ายแรง  น่ารังเกียจ และแพร่ไปยังผู้อื่นได้   เพราะเป็นโรคติดต่อเรื้อรัง  สามารถมองเห็นอย่างชัดเจนว่าผิวหนังผิดปกติ และมักลุกลามจนใบหน้า มือ เท้า พิการผิดรูป  คนที่เจ็บป่วยด้วยโรคนี้จึงถูกทรมานทั้งทางร่างกายและทางจิตใจ   แทบไม่มีโอกาสได้กลับไปใช้ชีวิตเป็นปกติและได้รับการยอมรับจากสังคมอีกครั้ง     แต่ถึงกระนั้นพระเยซูไม่ทรงรังเกียจ   พระองค์ทรงนำข่าวประเสริฐไปถึงเขา  และทรงแตะต้องสัมผัสเพื่อรักษาเขาให้หาย (มธ.8:1-4; มก.1:40-45, ลก.5:12-16)   เพราะพระองค์เสด็จมาเพื่อปลดปล่อยมนุษยชาติที่ทุกข์ทรมานจากความบาปที่น่ารังเกียจ

คนอีกกลุ่มที่คนยิวไม่คบหาสมาคมด้วย และตราหน้าว่าเป็นคนนอกศาสนาและทรยศต่อชาติ คือ คนเก็บภาษี   เพราะเรียกเก็บภาษีจากประชาชนอย่างขูดรีดเพื่อส่งให้โรมัน  และโกงเข้ากระเป๋าตนเองจนร่ำรวย    คนเก็บภาษีถูกจัดอยู่ในพวกเดียวกับอาชญากรและฆาตกร   ถูกขับไล่ไม่ให้เข้าธรรมศาลาซึ่งเป็นที่ชุมนุมทางศาสนาของคนยิว   แต่พระเยซูทรงรัก ยอมรับ และเห็นคุณค่าของคนกลุ่มนี้   พระองค์ทรงเรียกมัทธิว คนเก็บภาษีให้ติดตามเป็นสาวกของพระองค์  (มธ.9:9-13; มก.2:13-17, ลก.5:27-32)  และทรงแวะสนทนากับศักเคียสคนเก็บภาษี  ตลอดจนเข้าไปพักอาศัยที่บ้านของเขาเพื่อนำความรอดไปถึงเขาและครอบครัว (ลก.19:1-10)

สำหรับพระเยซูคริสต์  ข่าวประเสริฐไม่ถูกสงวนไว้เฉพาะคนกลุ่มใด กลุ่มหนึ่งเท่านั้น   เพราะทุกคนล้วนมีคุณค่าในสายพระเนตรของพระองค์ผู้ เสด็จมาเพื่อช่วยเหลือคนทุกประเภทให้ได้รับความรอด (มก.2:17)  ดังนั้น คริสเตียนจึงควรมีท่าทีเห็นคุณค่าคนทุกประเภทเช่นเดียวกับพระเยซู   โดยอธิษฐานขอสติปัญญาและการทรงนำให้เราพบคนที่เปิดใจแสวงหาและต้องการพระองค์    เพื่อเขาจะได้ฟังคำพยานเรื่องข่าวประเสริฐและต้อนรับพระองค์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด  และนำข่าวประเสริฐที่เขาได้รับนี้ไปสู่คนอื่นต่อไปดังที่พระเยซูทรงกระทำเป็นแบบอย่างแล้ว

แหล่งที่มา: รังสรรค์ สุกันทา และ สุปรียา สุกันทา.(2010)  รับใช้สไตล์พระเยซู. กรุงเทพฯ : ครีเอชั่นบุ๊คแอนด์มีเดียพับลิชชิ่ง

เกี่ยวกับ creationpublishing

ครีเอชั่นบุ๊คแอนด์มีเดียพับลิชชิ่ง (Creation Book and Media Publishing)
เรื่องนี้ถูกเขียนใน การรับใช้ และติดป้ายกำกับ , , , คั่นหน้า ลิงก์ถาวร

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s